รู้จักไข้หวัดแมว

posted on 31 Mar 2008 11:52 by mymphcat in knowledge

สืบเนื่องมาจากข่าว จ. อ่างทอง เจอแมวล้มตายเป็นจำนวนมาก (สาเหตุอาจเกิดจากโรคหวัดแมว หรืออาจจะเป็นโรคหัดแมว) และ มีชาวบ้านส่วนหนึ่งเอาแมวที่เลี้ยงไว้ไปปล่อย เพราะกลัวว่าจะติดโรค รับไม่ได้อะ ฉะนั้นเลยเขียน Blog นี้ขึ้นมา

 ทิ้งกันได้ไง ฮึ !!!

เรามาทำความรู้จักกันเพิ่มเติม เกี่ยวกับโรคไข้หวัดแมวกันเถอะ

โรคหวัดแมว (cat flu)เป็นโรคที่พบได้บ่อยในช่วงที่อากาศมีการเปลี่ยนแ ปลง ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นไวรัสจำเพาะในแมว ได้แก่ Feline Viral Rhinotracheitis Virus (FVRC) หรือ Feline Herpesvirus (FHV) และ Feline Calici Virus (FCV) นอกจากนี้ยังอาจมีการติดเชื้ออื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น Bordetella หรือ Clamydia ซึ่งจะทำให้แมวแสดงอาการรุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะในลูกแ มวและแมวที่อ่อนแอ

 

รู้จักไวรัสหวัดแมว

โดยทั่วไป มีไวรัส 2 ชนิดเมื่อแมวได้รับเชื้อและจะมีการอาการหวัด โดยการแยกอาการของการติดเชื้อไวรัสสองตัวนี้อย่างคร่ าว ๆ คือการสังเกตุได้จากอาการ ซึ่งไวรัส FCV จะไม่ค่อยมีอาการที่ตาและจมูก แต่อย่างไรก็ตาม แมวสามารถมีการติดเชื้อร่วมกันของไวรัสทั้ง 2 ชนิดนี้ได้ ซึ่งจะยิ่งทำให้อาการของโรครุนแรงมากขึ้นไปอีก Feline Viral Rhinotracheitis (FVRV) หรือ Feline Herpesvirus (FHV)
หลังจากแมวได้รับเชื้อ FVRV เชื้อจะมีระยะฟักตัวประมาณ 2 ถึง 10 วัน โดยจะทำให้แมวมีอาการอักเสบที่ตา จมูก หลอดลม ซึ่งทำให้แมวมีน้ำตาไหล มีน้ำมูกและเสมหะ นอกจากนี้ยังทำให้แมวมีอาการซึม หายใจลำบาก เป็นไข้ ไอ จามและเบื่ออาหาร ในกรณีที่มีเชื้อแบคทีเรีย ร่วมด้วยนั้น จะทำให้น้ำมูกข้นเหนียวจนเป็นหนอง อาจพบแผลหลุมเป็นวง ๆ บนลิ้น ทำให้แมวเจ็บมากจนไม่อยากกินอาหาร อาการอาจรุนแรงมากถึงขั้นเกิดปอดบวมและเยื่อหุ้มปอดอักเสบและทำให้ถึงแก่ชีวิตได้

Feline Calici Virus (FCV)

ไวรัสชนิดนี้ ทำให้เกิดอาการน้ำมูกไหล ไอ จาม แต่อาจแสดงอาการรุนแรงมากกว่านั้นได้ สำหรับอาการที่เด่นชัดที่สุดคือ แผลหลุมบนลิ้น จะทำให้มีน้ำลายไหลยืดตลอดเวลา แผลในช่องปากจะทำให้แมวกินอาหารลำบาก ความอยากอาหารลดลง ทำให้อาการทรุดลงเร็ว
การติดต่อของโรคไข้หวัดแมว

การติดต่อของหวัดแมวเกิดจากแมวได้รับการสูดดมเชื้อไว รัสที่กระจายในอากาศจากแมวที่ติดเชื้อ หรือมีการสัมผัสกับแมวที่ติดเชื้อโดยตรง ซึ่งพบได้บ่อยในบริเวณที่มีแมวมาอยู่รวมกันมาก ๆ นอกจากนี้เชื้อไวรัสอาจติดตามเสื้อผ้าของเจ้าของที่อ อกไปสัมผัสแมวป่วยนอกบ้านได้เช่นกัน ดังนั้นหลังจากสัมผัสแมวนอกบ้านแล้ว ควรทำความสะอาดเสื้อผ้าและร่างกายก่อนที่จะมาสัมผัสแ มวในบ้านเพื่อเป็นการป้องกันโรคสู่แมวของเรา ในกรณีที่แมวป่วยและหายจากโรคแล้วนั้นสามารถเป็นพาหะ นำโรคได้ต่อไปการดูแลและป้องกันเมื่อเจ้าเหมียวเป็นโรคหวัดสิ่งแรกที่ต้องทำคือพาแมวไปพบสัตวแพทย์เพื่อรับการวิ นิจฉัยเบื้องต้นก่อนว่าเป็นโรคหวัดแมวหรือไม่ การรักษาทำได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะป้องกันโรคแทรกซ้อนจาก แบคทีเรีย รวมทั้งยาลดเสมหะ นอกจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพน้องแมวว่าจำเป็นต้องได้ร ับน้ำเกลือ วิตามินต่าง ๆ เพื่อบำรุงตามความเหมาะสมหรือไม่การให้อาหารควรน้องแมวได้กินอาหารอย่างเพียงพอ เพราะหากเจ้าเหมียวมีแผลในปากจะทำให้ไม่อยากกินอาหาร เอง จึงอาจต้องมีการป้อนอาหารและยาให้ นอกจากนี้ต้องดูแลเรื่องความสะอาดด้วย เช่น เช็ดขี้มูก ขี้ตาอย่าให้เกรอะกรัง ทำความสะอาดปากทุกครั้งหลังป้อนอาหาร และควรให้ความอบอุ่นต่อร่างกาย เท่านี้น้องแมวของท่านก็จะหายจากอาหารหวัดแมวได้อย่า งแน่นอน สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการนำแมวที่ยังไม่มีภูมิคุ้ม กันโรคไปปะปนกับแมวภายนอก หากต้องนำแมวไปฝากเลี้ยงหรือต้องนำแมวไปในที่มีแมวรว มตัวกันมาก ๆ ต้องมั่นใจว่าแมวของเรามีภูมิคุ้มกันดีพอ ซึ่งทำได้โดยการนำแมวของท่านมารับวัคซีนป้องกันโรคหว ัดแมว หากคุณดูแลเอาใจใส่เจ้าแมวน้อยอย่างใกล้ชิด เจ้าแมวน้อยก็จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ปลอ ดภัยจากโรคหวัดอย่างแน่นอน

 

สำหรับท่านใดที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเจ้ าเหมียว สามารถติดต่อขอคำปรึกษาจากสัตวแพทย์ ได้ที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ซอยทองหล่อ โทร. 0-2712-6301-4 สาขาลาดพร้าว โทร. 0-2934-1407-9 สาขาสิรินทร-ปิ่นเกล้า โทร.0-2433-7550-1 หรือติดตามข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงได้ที่ www.thonglorpet.com

  ป๋มออกจะน่ารัก เห็นมั๊ย~~~~

ไหนๆก็หาข้อมูลเรื่อง ไข้หวัดแมว มาฝากแล้ว แถมโรคสำคัญอื่นๆของน้องแมวไปด้วยเลย ละกัน

 

โรคสำคัญของแมว

กลุ่มโรคติดเชื้อ
คือโรคที่เกิดมาจากเชื้อโรคต่างๆ อันได้แก่เชื้อไวรัส เชื้อรา และพยาธิ ดังตัวอย่างโรคดังนี้

ฝีหนองบนร่างกาย
มักพบในแมวเพศผู้ เนื่องจากชอบออกไปท่องเที่ยวและต่อสู้กับแมวอื่น จนทำให้มีบาดแผลจากเล็บและเขี้ยว ซึ่งภายหลังกลายเป็นฝีมีหนองภายในเนื่องจากเชื้อแบคท ีเรียที่ปะปนเข้าไป การรักษาทำได้โดยการผ่าฝีดูดหนองชำระล้าง และให้ยาปฏิชีวนะทั้งกินและฉีด ส่วนวิธีป้องกันคือไม่ให้แมวออกไปท่องเที่ยวจนต่อสู้ กับแมวอื่น อาจจะให้ทำหมัน และหากพบว่าแมวบาดเจ็บให้รีบทำความสะอาดแผลและใส่ยาก ่อนมีการติดเชื้อ

โรคแผลหลุมในริมฝีปาก (Rodent Ulcer)
เป็นโรคที่ยังไม่แน่ชัดว่าเกิดจากเชื้อไวรัสหรือระบบ ภูมิต้านทานของแมวเอง โดยอาการะพบว่า บริเวณริมฝีปากของแมวจะมีแผลหลุม ซึ่งสร้างความเจ็บปวดแก่แมวมาก บางครั้งอาจพบแผลเช่นนี้ตามกระพุ้งแก้ม หรือส่วนอื่นของปาก บางทีอาจพบตามง่ามนิ้ว หนังหน้าท้อง หรือด้านหลังของขาหลัง โดยเป็นแผลที่มีลักษณะเป็นวงแดง ผิวหนังหนาตัวขึ้นจนเป็นตุ่มใสๆแล้วแตกออก ถ้าท่านพบเห็นลักษณะเช่นนี้ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อร ับการรักษา โดยใช้ยาลดอาการอักเสบฉีดเข้าไปบริเวณที่เป็นแผลหลุม โอกาสหายมีมาก แต่อาจกลับมาเป็นใหม่ได้อีกร้อยละ 10 - 15 จึงต้องรักษาไปเรื่อยๆจนกว่าจะหายขาด

สิวแมว (Feline Acne)
เป็นอาการอักเสบของผิวหนังบริเวณคางของแมว เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในบริเวณนั้น ซึ่งมีจุดอ่อนคือเป็นแหล่งสะสมต่อมน้ำมันจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อมีเชื้อแบคทีเรียประกอบกับสิ่งสกปรกร่วม ด้วย ทำให้รูขุมขนอุดตันจนอักเสบ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา เชื้อแบคทีเรียอาจลุกลามลงไปใต้ผิวหนังก่อให้เกิดการ อักเสบเป็นบริเวณกว้าง แต่ลักษณะของสิวแมวนั้น ดูภายนอกอาจคล้ายคลึงกับการติดเชื้อราหรือขี้เรื้อน (Demondex Mange) จึงจำเป็นต้องครวจให้แน่ชัดด้วยการขูดเอาผิวหนังส่วน นั้นไปตรวจสอบอย่างละเอียด จึงจะสามารถแยกได้ว่าเป็นโรคใดกันแน่
การรักษาสามารถทำได้อย่างง่ายดาย โดยสัตวแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะในการกินและทา หากเป็นมากอาจจะต้องมียาฉีดร่วม เจ้าของควรร่วมมือในการช่วยทำความสะอาดในส่วนที่เป็น สิวให้หายเร็วยิ่งขึ้น

ไข้หัดแมว (Feline Distemper หรือ Feline Panleukopenia)
ไข้หัดแมวเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีผลต่อไขกระดูกและเซล ล์บุผนังลำไส้ เป็นโรคติดต่อในแมวที่รุนแรง ระบาดได้ง่าย อัตราการตายสูงกว่าร้อยละ 90 โดยแมวป่วยจะแสดงอาการไข้สูง เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ซึม อาเจียน ท้องร่วง บางครั้งถ่ายเป็นเลือด เลิกตบแต่งทำความสะอาดร่างกายด้วยการเลียขน จึงมักพบว่าขนพันกันและหยาบกร้าน ขี้มูกขี้ตาเกรอะกรัง ในลูกแมวบางตัวอาจจะตายทันที เชื้อไวรัสจะถูกขับออกมากับ น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ หรือเศษอาหารที่อาเจียนออกมา รวมถึงอาจจะติดกันได้ทางเห็บหมัด ความรุนแรงของโรคเกิดจากการที่เชื้อเข้าไปทำลายต่อมน้ำเหลือง ม้าม และไขกระดูก มีผลในการยับยั้งการสร้างเม็ดเลือดขาว ฉะนั้นภูมิต้านทานของแมวจึงลดลง อาการแทรกซ้อนต่างๆที่เนื่องมาจากเชื้อแบคทีเรียจะเข ้ามารุกราน จนทำให้เกิดโรคต่างๆขึ้น
หากแมวที่กำลังตั้งท้องเป็นโรคนี้ เชื้อไวรัสสามารถผ่านเข้าไปทางรกเข้าสู่ร่างกายลูกแม ว จนทำให้เกิดการพิการแต่กำเนิด เช่น ตาบอด กล้ามเนื้อลีบ อ่อนแอ เป็นต้น
ส่วนใหญ่กว่าเจ้าของจะรู้ตัวและพาแมวมาพบสัตวแพทย์มั ก แมวมักจะมีอาการอยู่ในระยะท้ายๆแล้ว สัตวแพทย์จึงมักทำการรักษาด้วยการให้สารอาหาร หรือน้ำเกลือเข้าเส้นเลือดดำเพื่อทดแทนการขาดน้ำ และให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อน แต่ก็มักจะไม่ประสบความสำเร็จนัก
ทางที่ดีที่สุดคือ ควรนำลูกแมวอายุตั้งแต่ 7 - 9 สัปดาห์ไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ จากนั้นจึงฉีดกระตุ้นอีกครั้ง เมื่ออายุครบ 12 - 15 สัปดาห์ ถัดมาก็เป็นการฉีดวัคซีนทุกปี ปีละครั้ง เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โรคไข้หัดแมวนี้เป็นโรคที่มีอันตรายมากนะคะ Catmaster ก็เคยเสียน้ำตากับแมวที่บ้านที่ต้องตายเพราะโรคนี้มา แล้ว ดังนั้นเจ้าของแมวทุกท่านไม่ควรประมาทนะคะ

ลูคีเมียแมว (Feline Leukemia)
ลูคีเมียหรือโรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาวในแมว เกิดจากเชื้อไวรัส คือเชื้อ Feline Luukemia Virus (FLV) ทำให้เกิดมะเร็งที่เม็ดโลหิตขาวและเนื้องอกตามอวัยวะ ต่างๆ เช่นต่อมน้ำเหลือง โดยเชื้อไวรัสนี้จะไปทำให้ภูมิคุ้มกันของแมวลดลง จึงทำให้เกิดการติดโรคจากเชื้อแบคทีเรีย เช่นโรคปากอักเสบเรื้อรัง ฝี แผลเรื้อรัง โดยเชื้อไวรัสนี้สามารถติดต่อกันได้ด้วยการสัมผัสโดย ตรงกับน้ำลาย น้ำปัสสาวะ หรืออุจจาระของแมวตัวที่ป่วยไปสู่แมวปกติ หรืออาจติดต่อผ่านน้ำนมแม่หรือผ่านทางรกไปสู่ลูกแมว ซึ่งอาจทำให้เกิดการแท้งลูกได้ หรืออาจติดกันได้ทางแมลง เช่น หมัด เหา ไร ยุง
ลักษณะของอาการของโรคนี้แบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ อาการที่ช่องอก ช่องท้อง และต่อมน้ำเหลืองต่างๆ
ช่องอก : แมวป่วยจะแสดงอาการหายใจติดขัด ไอและสำลัก เนื่องจากต่อมน้ำเหลืองในช่องอกบวมโตขยายใหญ่ไปเบียด และบีบหลอดลม หลอดอาหาร และมีของเหลวคั่งอยู่ในช่องอกนั่นเอง
ช่องท้อง : อาการป่วยของแมวคือ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อาเจียน ท้องร่วงหรือท้องผูก โลหิตจาง มีเซลล์มะเร็งกระจายอยู่ตามอวัยวะภายใน เช่นต่อมน้ำเหลือง ลำไส้ ม้าม ตับ
ต่อมน้ำเหลืองต่างๆ : ต่อมน้ำเหลืองใต้ผิวหนังโดยทั่วไป เช่นรักแร้ ขาหนีบ โคนขา จะขยายตัวใหญ่เป็นก้อนแข็ง รวมถึงที่พบตามอวัยวะอื่นๆภายใน เช่น ตา หรือสมอง อาจแสดงอาการไข้หรือไม่ก็ได้
การวินิจฉัยโรคนี้จะต้องปรึกษาสัตวแพทย์ทันทีที่แมวม ีอาการผิดปกติ ซึ่งสัตวแพทย์จะทำการตรวจสอบเพิ่มเติม เช่นตรวจเลือด ถ่ายเอกซเรย์ ใช้เครื่องอัลตราซาวน์ดตรวจในช่องท้อง ช่องอก เจาะเอาไขกระดูกไปตรวจ หรือนำน้ำในช่องอกหรือช่องท้องไปตรวจ ปัจจุบันมีการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยโรคนี้โดยตรงแล้ ว ซึ่งควรจะตรวจเลือดในกรณีดังต่อไปนี้
- ก่อนจะนำแมวตัวใหม่เข้ามาเลี้ยงในบ้าน
- ก่อนนำแมวไปผสมพันธุ์กับแมวอื่น
- ถ้าแมวที่เลี้ยงไว้แสดงอาการที่น่าสงสัย
- ถ้าแมวป่วยเรื้อรังน่ารำคาญ เช่นเป็นแผลในปากหรือโลหิตจาง
หากตรวจพบว่าแมวเป็นโรคนี้ จำเป็นจะต้องตรวจแมวตัวอื่นในบ้านด้วย หากไม่พบเชื้อก็ควรตรวจอีกครั้งในอีก 3 เดือนให้หลัง เพราะเชื้ออาจจะอยู่ในระยะฟักตัว
แมวที่เป็นโรคนี้ควรจะแยกจากแมวตัวอื่น แม้หนทางในการรักษายังไม่เป็นผลสำเร็จนัก แต่ควรปรึกษาสัตวแพทย์ดูก่อน แมวที่เป็นโรคนี้มักจะอายุไม่ยืน มักจะตายหลังจากนั้นประมาณปีกว่าเท่านั้น
การป้องกันโรคนี้อย่างได้ผลที่สุดคือ การพาแมวของท่านไปฉีดวัคซีนป้องกันตั้งแต่แมวอายุได้ 9 สัปดาห์ และกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุได้ 12 และ 24 สัปดาห์ และฉีดเป็นประจำทุกปี

โรคช่องท้องอักเสบติดต่อ (Feline Infectious Peritonitis หรือ FIP)
แม้จะพบโรคนี้ไม่บ่อยนัก แต่ก็พบว่าแมวที่เป็นโรคนี้มักจะตายเสมอ โรคนี้มักเกิดกับแมวในช่วงอายุ 1 - 3 ปี ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม อาการหลักคือ ช่องท้องจะขยายใหญ่พองโตขึ้นเรื่อยๆ ดูคล้ายกับลูกโป่งใส่น้ำ ในขณะที่ส่วนอื่นเช่นขา หรือช่วงอกกลับดูผอมลง ทั้งนี้เนื่องจากเซลล์บุผนังช่องท้องเกิดการอักเสบ ภายในช่องท้องจึงมีของเหลวจำนวนมาก จนไปดันกระบังลมทำให้แมวหายใจลำบาก ดังนั้นเมื่อเห็นแมวที่ท้องโตผิดปกติให้รีบพาไปปรึกษ าสัตวแพทย์ทันที การป้องกันโรคนี้ด้วยวัคซีนมีในต่างประเทศแล้ว

โรคเอดส์แมว (Feline Acquired Immunodeficiency Syndrome หรือ FAIDS)
โรคเอดส์แมวนี้เกิดจากไวรัสที่คล้ายกับ HIV ที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ในคน แต่เอดส์แมวนั้นจะไม่แพร่สู่คน ดังนั้นเราจึงสามารถอยู่กับแมวได้อย่างสนิทใจค่ะ
ไวรัสโรคเอดส์แมว ถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1986 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยแมวที่ป่วยจะมีลักษณะเหมือนโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ที่เกิดในคน ซึ่งจะเกิดกับแมวที่ชอบออกไปท่องเที่ยวนอกบ้านสูง โดยเฉพาะแมวเพศผู้จะมีโอกาสเกิดเป็น 3 เท่าของแมวเพศเมีย ช่วงอายุที่ปรากฏมากคือ 5 - 6 ปี เนื่องจากเชื้อโรคถูกถ่ายทอกทางบาดแผลตอนที่กัดกัน หรืออาจติดจากการกินอาหารร่วมชามเดียวกัน
แมวที่ได้รับเชื้อจะแสดงอาการหลังรับเชื้อเข้าไป 4 - 6 สัปดาห์ โดยระยะที่หนึ่ง จะมีอาการเป็นไข้ประมาณ 3 อาทิตย์ ระยะนี้ถือเป็นระยะเฉียบพลัน สามารถพบเชื้อในกระแสเลือดได้
ระยะที่สอง แมวจะไม่แสดงอาการใดๆเป็นเดือนๆ จนถึงเป็นปี เท่ากับเป็นระยะพักของโรค แต่ยังสามารถตรวจพบเชื้อในกระแสเลือดได้
ระยะที่สาม ถือเป็นระยะเรื้อรังหรือระยะท้ายของโรค กินเวลา 2 - 3 อาทิตย์ จนถึง 2 - 3 เดือน แมวจะแสดงอาการออกมาอย่างเด่นชัด คือมีการติดเชื้อจากโรคอื่น เช่นโรคจากเชื้อแบคทีเรีย ทำให้อาจมีอาการท้องร่วง เป็นแผลในปาก เกิดเนื้องอกในอวัยวะต่างๆ ตลอดจนอาการทางประสาท บาดแผลฝีหนองหายยาก ซึ่งระยะนี้การตรวจผลเชื้อ FIV จะไม่พบ
ปัจจุบันการรักษาโรคนี้ยังไม่สัมฤทธิ์ผลเช่นเดียวกับ ในคนที่ทำได้เพียงรักษาแบบพยุงอาการเท่านั้น แมวที่ป่วยด้วยโรคนี้มักจะตายใน 6 เดือน ถึง 3 ปี นับจากเข้าสู่ระยะที่สาม ดังนั้น แมวที่เป็นโรคนี้ควรขังไว้ไม่ให้แพร่เชื้อต่อไป

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies)
เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มแรบโดไวริดี้ เช่นเดียวกับที่เกิดในสุนัข มีอันตรายถึงตายทั้งกับมนุษย์และสัตว์อื่น โดยการติดเชื้อจากทางน้ำลายผ่านเข้าสู่บาดแผลที่โดนก ัด ลักษณะอาการคือ หลบซ่อนตัวจากเจ้าของและสังคม กลัวแสง ไม่ชอบการสัมผัส ตัวแข็งทื่อ กลัวการถูกน้ำ ต่อมาจะดุร้ายขึ้นผิดจากเดิม กัดสิ่งที่เข้ามาใกล้ตัว การกลืนกินหรือเลียน้ำทำได้ลำบาก ผลสุดท้ายคือเสียชีวิต การพิสูจน์เรื่องนี้ที่แน่นอนที่สุด คือ การตัดหัวสัตว์ที่ป่วยตายส่งให้หน่วยงานที่ชันสูตรโร คนี้ดดยเฉพาะ เช่น สถานเสาวภา การรักษายังไม่มีทั้งในสัตว์และคน ดังนั้นท่านควรนำแมวของท่านไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ ตั้งแต่อายุได้ 3 เดือน และฉีดเป็นประจำทุกปี

Comment

Comment:

Tweet

#19 By (49.230.185.56|49.230.185.56) on 2015-08-14 07:39

แมวชอบไอจามน้ำตาไหลพอจะจับที่กลางหลังมันส่งเสียงร้องเหมือนเจ็บปวดหรือเกิดอาการคันไม่ทราบว่ามันเป็นอะไรครับ

#18 By บัสคนรักแมว (210.1.31.28) on 2011-09-27 16:27

แมวที่บ้านก็เป็นหวัดแมวแต่มีอาการบ่งบอกคือมันจะจามเหมือนเราเป็นหวัดนั้นแหละแล้วก็มีนำตาไหลบางตัวก็มีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อร่วมด้วยแล้วก็จะซึมผิดปกติจากที่เวลาเห็นเรามันจะร้องเรียกมันกลับนอนซึม ถ้าเจออาการประมาณนี้ก็พาไปพบแพทย์ได้เลย จะรักษาทันเวลานะจะ

#17 By คนรักแมว (27.130.171.177) on 2011-08-27 11:00

อุณหภูมิปกติของแมวกี่องศา ถ้ามีไข้ เริ่มตั้งแต่กี่องศาจ๊ะembarrassed embarrassed embarrassed embarrassed

#16 By meuwza (119.31.126.66) on 2010-11-08 18:40

แมวเราอาการเหมือนไข้หวัดแมวมาก...ไม่ยอมกินอาหารเลยตอนนี้ Admit ที่ คลินิค น่าสงสารมากเลย หมอบอกว่าปอดบวมด้วย ไม่อยากให้มันตายเลย เศร้า สุดๆ

#15 By หญิง (114.128.241.100) on 2009-09-29 17:22

ojkiyd,kd8jt

#14 By ahk (125.24.132.177) on 2009-09-07 13:48

แมวเราก็เพิ่งเป็นนะไข้หวัดแมว แต่หาหมอทัน อาการยังมีไม่มากอ่ะ

#13 By กิ๊บ (58.10.18.29) on 2009-09-02 09:31

ห้นไทแรไกด

#12 By 444 (125.27.209.221) on 2009-07-08 07:14

แมวน่ารัก

#11 By (125.27.245.201) on 2009-06-04 12:44

ณฯญ็ณ

#10 By (58.8.169.171) on 2009-05-16 10:13

ฯ.

ษฐญ
ษญฐญษศ
ษศฐญ

ฐญษ
ษฯ๖ฐ๊๖ฐ๊ญฌ็ศฌ๊ฯฌ็

#9 By (58.8.169.171) on 2009-05-16 10:13




ษญ๙ฅ,ณ๗,,ณฯ๘,ฯ,,

#8 By ,,,,ฯ,ฯ (58.8.169.171) on 2009-05-16 10:12

#7 By (58.8.169.171) on 2009-05-16 10:12

พ่ด

#6 By (125.26.208.173) on 2008-08-27 12:41

น่ารักดีนะ.......แมวเนี่ย

#5 By เจ้าชายน้อย on 2008-06-11 10:45

น่ารักจัง big smile surprised smile

#4 By (203.156.36.104) on 2008-05-08 08:38

ต้องรักษาสุขภาพนะ เมี้ยว

#3 By Moondog on 2008-04-01 16:32

เศร้าอ่ะ น้องเหมี๋ยวที่บ้านก็เพิ่งตายไปเมื่อไม่กี่วัน แบบว่ามันเหงาๆแล้วก็ไม่ยอมกิน พาไปหาหมอก็ฉีดยาให้แต่ก็ไม่ดีขึ้นเลย จากไปซะแล้ว เนื้อหาข้างบนให้ความรู้มากๆเลย ส่วนคนที่มีสัตว์เลี้ยงเวลาที่มันปกติก็ออกจะรักมัน แต่แค่มันไม่สบายหน่อยก็จะทิ้งซะงั้น เศร้าใจเน๊อะ เวลาดีๆก็มีมันเป็นเพื่อนแก้เหงา นี่ถ้าน้องสัตว์มันมีปาก มันก็คงอยากจะพูดอะไรบ้างแหละ ไม่มีใครไม่อยากเป็นที่ไม่ต้องการหรอก

#2 By [ N o r t H S t a R ] on 2008-03-31 12:36

หัวเราะเยาะอ่ะ wink

#1 By Cheffer (202.183.148.185) on 2008-03-31 12:22